พิจารณาประกันชีวิตแบบต่างๆ

เพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาด

บทความนี้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเภทต่างๆ ของประกันชีวิตที่มีจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินของตนเองได้

1. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance)

ลักษณะ:

ให้ความคุ้มครองชีวิตในช่วงระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 1, 5, 10, 15, 20 ปี) โดยหากผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาดังกล่าว ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินสินไหมทดแทน แต่หากครบกำหนดสัญญาแล้วผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่ สัญญาจะสิ้นสุดลงและไม่ได้รับเงินคืนใดๆ (เรียกว่า “เบี้ยทิ้ง”)

ข้อดี:

  • เบี้ยประกันภัยต่ำเมื่อเทียบกับความคุ้มครองสูง ทำให้เข้าถึงได้ง่าย
  • มีความยืดหยุ่นในการเลือกระยะเวลาคุ้มครอง
  • สามารถนำเบี้ยประกันไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาท
  • สามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมได้ (เช่น สุขภาพ, โรคร้ายแรง, อุบัติเหตุ)

ข้อเสีย:

  • ไม่มีเงินคืนหรือมูลค่าเงินสดเมื่อครบกำหนดสัญญา
  • เหมาะสำหรับการคุ้มครองชั่วคราวเท่านั้น ไม่เหมาะกับการคุ้มครองระยะยาวตลอดชีวิต
  • เบี้ยประกันอาจเพิ่มขึ้นเมื่อต่ออายุกรมธรรม์ (ในกรณีเลือกแบบคุ้มครองระยะสั้นและต่ออายุ)

ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง:

เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดแต่ต้องการความคุ้มครองสูง, หัวหน้าครอบครัวที่มีภาระเลี้ยงดูบุตร, ผู้สูงอายุ, หรือผู้ที่มีภาระหนี้สิน (เช่น สินเชื่อบ้าน, รถยนต์) เพื่อให้ครอบครัวสามารถชำระหนี้ได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

บริษัทที่ให้บริการ:

โตเกียวมารีนประกันชีวิต, ชับบ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต, อลิอันซ์ อยุธยา, FWD

2. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)

ลักษณะ:

ให้ความคุ้มครองยาวนานตลอดชีวิตของผู้เอาประกันภัย (โดยทั่วไปถึงอายุ 90 หรือ 99 ปี) ผู้เอาประกันจะชำระเบี้ยประกันตามระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 10, 15, 20 ปี หรือตลอดชีพ) แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองตลอดชีวิต

ข้อดี:

  • ความคุ้มครองตลอดชีวิต เป็นหลักประกันระยะยาวสำหรับครอบครัว
  • เบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่มักจะคงที่ตลอดอายุสัญญา ทำให้วางแผนการเงินได้ง่าย
  • มีมูลค่าเงินสดสะสม ซึ่งสามารถใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน หรือกู้ยืมจากกรมธรรม์ได้
  • สามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
  • เหมาะกับการวางแผนมรดก โดยเงินสินไหมทดแทนจะถูกส่งต่อให้ผู้รับผลประโยชน์

ข้อเสีย:

  • เบี้ยประกันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประกันแบบชั่วระยะเวลา
  • ผลตอบแทนจากการสะสมเงินในกรมธรรม์อาจไม่สูงเท่าการลงทุนรูปแบบอื่น
  • กรมธรรม์อาจขาดอายุได้หากหยุดจ่ายเบี้ยประกัน

ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง:

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างหลักประกันชีวิตระยะยาว, หัวหน้าครอบครัวที่ต้องการส่งต่อมรดก, หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานและมีรายได้ยังไม่สูงมาก

บริษัทที่ให้บริการ:

เมืองไทยประกันชีวิต, FWD, โตเกียวมารีนประกันชีวิต, กรุงเทพประกันชีวิต, ชับบ์ ไลฟ์, ทิพยประกันชีวิต

3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)

ลักษณะ:

เป็นการผสมผสานระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน ผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืนระหว่างสัญญาและได้รับเงินก้อนพร้อมผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดสัญญา

ข้อดี:

  • สร้างวินัยการออมเงินที่ดี โดยกำหนดให้มีการชำระเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอ
  • เป็นเงินก้อนเพื่ออนาคต (เช่น การศึกษาบุตร, การวางแผนเกษียณ) เมื่อครบกำหนดสัญญา
  • ให้ความคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับการออม
  • มีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน
  • เบี้ยประกันที่มีระยะเวลาคุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไป สามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี

ข้อเสีย:

  • ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่สูงเท่ากับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง:

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะกลางถึงระยะยาว, หรือต้องการกระจายความเสี่ยงของการออมเงิน

บริษัท/ธนาคารที่ให้บริการ:

ธนาคารกรุงไทย (Life Super Save 14/5), FWD, Tokio Marine, Chubb Life, Prudential, เมืองไทยประกันชีวิต, OCEAN LIFE ไทยสมุทร, SCB

4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance)

ลักษณะ:

ออกแบบมาเพื่อการวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ ผู้ทำประกันจะจ่ายเบี้ยประกันภัยไปจนถึงช่วงเวลาที่ระบุในสัญญา (เช่น อายุ 55-60 ปี) และจะได้รับเงินบำนาญเป็นงวดๆ หลังเกษียณอายุ

ข้อดี:

  • มีรายได้สม่ำเสมอหลังเกษียณ ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างวินัยในการออมเพื่ออนาคต
  • สามารถนำเบี้ยประกันบำนาญไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี (และเมื่อรวมกับ RMF, PVD, กบข., กอช. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท)
  • ได้รับความคุ้มครองชีวิต หากผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อนหรือระหว่างการรับเงินบำนาญ ผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินตามเงื่อนไข

ข้อเสีย:

  • ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ (เฉลี่ย 2-3%) ซึ่งอาจไม่ชนะเงินเฟ้อ
  • ความคุ้มครองชีวิตไม่สูงมาก จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการทุนประกันสูงๆ เพื่อคุ้มครองภาระทางการเงิน

ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง:

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินเพื่อชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง, ต้องการมีรายได้ประจำที่แน่นอน, ไม่ต้องการพึ่งพาลูกหลาน, และผู้ที่ต้องการสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

บริษัทที่ให้บริการ:

เมืองไทยประกันชีวิต, AIA, ทิพยประกันชีวิต, พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย), FWD, โตเกียวมารีนประกันชีวิต, ไทยสมุทรประกันชีวิต, อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต

5. ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked Life Insurance)

ลักษณะ:

เป็นกรมธรรม์ที่แบ่งเบี้ยประกันออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของความคุ้มครองชีวิตและส่วนของการลงทุนในกองทุนรวม ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนที่เลือก

ข้อดี:

  • ได้รับทั้งความคุ้มครองชีวิตและมีโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนในคราวเดียวกัน (2-in-1)
  • มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนวงเงินความคุ้มครองชีวิตและสัดส่วนการลงทุนได้
  • มีความโปร่งใส มีการแสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ชัดเจน
  • มีโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากส่วนของการลงทุนในกองทุนรวม
  • เบี้ยประกันในส่วนของความคุ้มครองชีวิตสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ข้อเสีย:

  • ความเสี่ยงจากการลงทุน: ผลตอบแทนไม่คงที่และไม่มีการการันตี ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนรวม
  • ต้องมีความเข้าใจในการลงทุน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • ค่าใช้จ่ายในปีแรกของการทำกรมธรรม์อาจสูง
  • เบี้ยประกันในส่วนของการลงทุนไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้

ผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง:

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งความคุ้มครองชีวิตและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว, และสามารถยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้

6. สัญญาเพิ่มเติม (Riders)

ลักษณะ:

เป็นส่วนเสริมของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก เพื่อขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่สามารถซื้อแยกต่างหากได้ และโดยทั่วไปจะไม่มีเงินคืนเบี้ยประกันเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญาเพิ่มเติม

ข้อดี:

  • เพิ่มความคุ้มครองด้านสุขภาพ, โรคร้ายแรง, หรืออุบัติเหตุ
  • ช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถออกแบบความคุ้มครองให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความกังวลส่วนบุคคล

ข้อเสีย:

  • ไม่มีเงินคืนเบี้ยประกัน (แตกต่างจากสัญญาประกันชีวิตหลัก)
  • ค่าเบี้ยประกันของสัญญาเพิ่มเติมบางประเภท (เช่น สุขภาพ, โรคร้ายแรง) จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
  • มีระยะเวลารอคอยในการคุ้มครองสำหรับสัญญาเพิ่มเติมบางประเภท (เช่น สุขภาพ, โรคร้ายแรง)

ตัวอย่างสัญญาเพิ่มเติมที่พบบ่อย:

สัญญาเพิ่มเติมกลุ่มสุขภาพ (ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD), ผู้ป่วยนอก (OPD), โรคร้ายแรง (CI), ค่าชดเชยรายได้ (HIP)), สัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ (ADB, ADD, AI, RCC), สัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์การยกเว้นเบี้ยประกันภัย (WP)

7. สิทธิประโยชน์ทางภาษี

ประกันชีวิตหลายประเภทในประเทศไทยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจในการวางแผนทางการเงิน:

  • ประกันชีวิตทั่วไปและสะสมทรัพย์: ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี (กรมธรรม์คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ: ลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (รวมกับ RMF, PVD, กบข., กอช. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท)
  • ประกันสุขภาพตนเอง: ลดหย่อนได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี (รวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปไม่เกิน 100,000 บาท)
  • ประกันสุขภาพบิดามารดา: ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปี (บิดามารดามีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี)

ข้อควรระวัง:

  • การยกเลิกก่อนกำหนด (น้อยกว่า 10 ปี) จะต้องคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไปพร้อมดอกเบี้ย
  • เบี้ยประกันในส่วนของการลงทุนของประกันชีวิตควบการลงทุนไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้

บทสรุป

การเลือกประกันชีวิตที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายทางการเงินในแต่ละช่วงชีวิต การทำความเข้าใจข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมของแต่ละแบบประกัน รวมถึงการพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะช่วยให้สามารถเลือกแผนประกันที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันชีวิตเป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ความต้องการและเลือกแบบประกันที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ทางการเงิน